ประวัติวัดป่าเป้า

วัดป่าเป้าตั้งอยู่บนถนนมณีนพรัตน์ตำบลศรีภูมิอำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัด เชีองใหม่เป็นวัดศิงปะไทยใหญ่ผสมพม่า วัดป่าเป้า ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๕๘ บริเวณแจ่งศรีภูมิ ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยก่อนมีพื้นที่ ทิศเหนือห่างจากวัด 100วา ทิศใต้จดคูเมือง ทิศตะวันออกห่างจากวัด100วา และทิศตะวันตกห่างจากวัด 100วา แต่เดียวนี้พื้นที่ดินสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๘๑ ตรางวาและภายนอกกำแพงเป็นธรณีสงฆ์วัดมี ๑ไร่ ๒ งาน ๗๓ ตรางวา รวม ๑๑ ไร่ โดยประมาณ สถานที่นี้เคยเป็นคุ้มเก่า(วังเก่า)ของพระเจ้ากือนาธรรมิการาชเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเชื้อเจ้าเจ็ดตนสมัยนั้น

หลังจากพระเจ้ากือนาธรรมิการาชได้สวรรคตลงไปแล้ว อัครมหาเสนาบดีแสนผานองได้นำพระศพของพระเจ้ากือเข้าไปในเมืองทางด้านกำแพงตรงข้ามวัดพราหมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าเป้าทุกวันนี้เพื่อที่จะทำพิธีแต่งการฌาปนกิจศพของพระเจ้ากือนา เมื่อเสร็จแล้วภายหลังก็ไม่ได้มาดูแลที่คุ้มเก่าทางนอกกำแพงเมืองเพราะติดพันอยู่กับสงครามด้านอื่นๆ อยู่จึงเป็นอันชำรุดทรุดโทรมลงไปกลายเป็นที่รกร่างว่างเปล่า มีหมู่ไม้นานาพันธ์ชนิดขึ้นเต็มไปหมด ในบรรดาหมู่ไม้ทั้งหลายโดยเฉพาะไม้ต้นเป้า(ต้นเป้านี้เป็นยาสมุนไพร)มีมากกว่าหมู่ไม้ทั้งหลาย

ภายหลังมีชาวเงี้ยว(ไทใหญ่)ที่มีอยู่เก่ารวมกันขออนุญาตต่อเจ้าผู้ครองนครในสมัยนั้นจึงอนุญาตให้ไปแพ้วถางป่าไม้เป้าที่คุ้มเก่า(วังเก่า) นอกกำแพงเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงข้ามแจ่งศรีภูมิ จึงทำการสร้างวัดขึ้น เป็นสถาปัตยะกรรม แบบศิลปะของชาวเงี้ยว(ไทยใหญ่)ขึ้นมาเป็นหลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆเรียกชื่อว่าเชตวันวิหารบ้าง เวฬุวันวิหารบ้างเรื่อยมาจึงมีการบูรณะซ่อมแซมมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จนมาถึงสมัยพระเจ้ากาวีละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ประถมวงศ์ ได้มีการปรับปรุงทำนุบำรุงบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรือง จึงมีการไปกวาดต้อนผู้คน ในหัวเมืองทิศต่างๆ ขึ้น จากตก ออกเหนือและใต้ เช่น นับตั้งแต่ฝาง เชียงราย เชียงคำ เชียงของ เมืองปู เมืองสาต เมืองกาย เมืองพะยาก เมืองเลน เมืองโก เมืองยอง เมืองเชียงตุง เมืองขอน เมืองยู้ เมืองหลวง เมืองวะ เมืองลวย เมืองตองกายเมืองสิบสองปันนา (เมืองโก เมืองเลน เมืองวะดังปรากฏอยู่ในอำเภอสันทรายทุกวันนี้) ทิศตะวันตกจนถึงฝั่งแม่น้ำสาลวิน (น้ำคง)มี เมืองยวม เมืองขุนยวม เมืองแม่ฮ่องสอน เมืองแหง เมืองปาย เมืองต๋วนเมืองต้าฝั่ง เมืองผาปูน เมืองยางแดง เมืองส่วยกะยาง เมืองวัวลาย เมืองกิติ เมืองจ๊อต ฯ (อ่านดูในหนังสือเรื่องเพชรลานนาของคุณปราณี ศิริธร นักเขียนหนังสือพิมพ์ภาคเหนือเขียนเรื่องพระเจ้ากาวีละ ประถมวงศ์นครเชียงใหม่)

เมื่อมีการกวาดต้อนผู้คนเหล่านั้นเข้ามานั้นมีทั้งชาวเงี้ยว (ไต-ไทใหญ่ ) ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยดังนั้นชาวเงี้ยวก็มาสมทบพวกเก่าๆจนมีมากขึ้นจึงได้มีการรวมกันบูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามที่มีอยู่เก่าขึ้นเรื่อยมาอีกจนถึงสมัยพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ จึงกวาดต้อนผู้คนทางบ้านแม่กะตอนเข้ามาในนครเชียงใหม่อีก ในครั้งนั้นที่มารวมทั้งครอบครัวของแม่เฒ่าต้าว เป็นภรรยาของต้าวหมอ (เงี้ยว) มีพื้นเพตั้งเดิมเป็นคน เมืองลางเคือ มาตั้งบ้านเรือนอยู่ย่านประตูช้างเผือกแม่เฒ่าต้าวผู้นี้ มีบุตรธิดารวมทั้งหมด ๖ คน คือพ่อจางมน แม่จางอ่อง แม่นางนวล แม่นางแก้ววรรณา ส่างสาม และแม่นางไหล(ภายหลังได้รับการแต่งเป็นหม่อมบัวไหล แม่เฒ่าต้าวและพ่อเฒ่าต้าวหมอ (เงี้ยว) มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวย่านประตูช้างเผือก ต่อมาแม่หม่อมบัวไหลและรวมกับชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) ก็ได้เป็นผู้นำทำการขออนุญาตบูรณะซ่อมแซมวัดป่าเป้าเป็นการใหญ่ ต่อพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ พ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ก็โปรดเกล้าอนุญาตให้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ อีก เพื่อเป็นที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาต่างๆจนถึงปัจจุบัน ตราบเท่าทุกวันนี้นครเชียงใหม่ ในยุคราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนครองเมืองนั้น เชียงใหม่อยู่ในฐานะประเทศราชของกรุงเทพฯการศึกสงครามกับประเทศพม่าได้สิ้นสุดลงแล้วในต อนปลายรัชสมัยพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) มีการฟื้นฟูบ้านเมืองและ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือเป็นอันมากในการ"สร้างบ้านแป๋งเมือง" นั้นมากเชลยศึกของเชียงใหม่จากหัวเมืองเล็กน้อย ทางภาคเหนือและประเทศใกล้เคียง

ตอนต้นรัชสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ (เจ้าหลวงตาขาว)ในปี พ.ศ.๒๔๑๔กองทัพเชียงใหม่ ได้ยกกำลังไปกวาดต้อนผู้คนชาวเงี้ยว บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินแถบบ้านแม่ตะกวน เชลยศึกดังกล่าวมีครอบครัวของแม่เฒ่าต้าว ซึ่งเป็นภรรยาของต้าวหมอ(เงี้ยว) มีพื้นเพดั้งเดิมเป็นคนเมืองลางเคือ แม่เฒ่าต้าวผู้นี้ มีบุตรธิดาทั้งหมด ๖ คน คือ พ่อจางมน แม่จางอ่อง แม่นางนวล แม่นางแก้ววรรณาส่างสามและแม่นางไหล(บัวไหล) นางแก้ววรรณาและแม่นางบัวไหลเป็นคนสวยงามต่อมาจึงได้รับเลือกเป็นนางสนมของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ นิยมเรียกกันในสมัยนั้นว่า "หม่อมบัวไหล "

การรบที่แม่กะตอนในปี พ.ศ.๒๔๑๔ นี้เอง ข้าหลวงอังกฤษประจำแคว้นตะนาวศรีได้ส่งหนังสือมาร้องเรียนมายังกงสุลอังกฤษที่กรุงเทพฯ ว่าเจ้านายเมืองเชียงใหม่ยกกองทัพไปจับคนในบังคับ อังกฤษ ที่เป็นหญิงและเด็กเอามาแบ่งปันกันในหมู่เจ้านาย กงสุลอังกฤษขอให้รัฐบาลไทยชำระคดี และเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยเป็นเงินหลายหมื่นรูปี สำหรับการรบที่แม่กะตอนนี้

ภายหลังรัฐบาลไทยได้ขอร้องให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปล่อยเงี้ยวแม่กะตวน ที่กวาดต้อนมาเสีย แต่เกรงว่าจะเสื่อมเสียเกียรติยศของเจ้านาย และขุนเมืองเชียงใหม่ จึงทำออกมาในรูปการทำ บุญให้ทาน โดยปล่อยเชลยศึกเหล่านั้นทั้งหมด เพื่อสืบดวงชะตาของพระเจ้านครเชียงใหม่

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ รัฐบาลประเทศอังกฤษ ได้ทำสนธิสัญญาฉบับหนึ่งกับสยามเรียกว่าสนธิสัญญาเชียงใหม่เพื่อใช้บังคับชาวอังกฤษ๙เช่น จีน อินเดีย พม่า เงี้ยว ต่องสู่และชาวมอญ ซึ่งเข้ามาทำกิจการค้าขายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างการทำกิจค้าไม้ในภาคเหนือจากการศึกษาความเป็นไปของ ชุมชนชาวเงี้ยวภายหลัง ที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทราบได้ว่า ไปตั้งถิ่นฐานไม่ไกลไปจากตัวเมืองเชียงใหม่เท่าใดนัก เช่นย่านช้างเผือก ข่วงสิงห์ ช้างม่อย ฟ้าฮ่าม วังสิงห์คำ ท่าแพ เมืองสาตรหลวง สันทราย ดอยสะเก็ด สันกำแพง สันป่าตอง แม่ริม แม่แตง เชียงดาว เมืองแหง เมืองปายและฝาง ( บ่อน้ำซาววาใกล้พระบาทอุดม และ บ้านเวียงหวายบ้านหัวฝายนี้เป็นต้น ) บ้านกาด เมืองอิน บ้านหัวฝายหลักฐานที่ว่า การก่อสร้างวัดใหม่ขึ้นแทนอันเก่า ภายหลังสุดนี้ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๖ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบ พิธีกรรม ทางศาสนาตามจารีตประเพณีของชนชาวเงี้ยวในสมัยนั้นชาวเงี้ยวดังกล่าว ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดในที่ดินบริเวณ นอกกำแพง เมืองเชียงใหม่ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณแถบนี้ในอดีตก่อนนั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชวังเก่าของพระเจ้ากือนาธรรมิกราชซึ่งพระองศ์เคยย้าย พระราชวังออกมาตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศขึ้นมาก แถบเหนือบริเวณวัดพราหมณ์ ซึ่งเคยมีวัดอยู่เก่าๆ แล้วจึงทรุดโทรมรกร้างจึงมีหมู่ไม้นานาชนิดนั้นทำเลชาวเงี้ยว ได้การบูรณะปลูกสร้างวัดนั้นเป็นป่าใม้นานาชนิด โดยเฉพาะต้นไม้เป้า มีเป็นจำนวนมากกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่นใด เมื่อการก่อสร้างวัดขึ้นมาเสร็จแล้ว จึงได้ตั้งชื่อตามภูมิประเทศเดิมว่า " วัดป่าเป้า " ตั้งแต่นั้นมาวัดป่าเป้าได้ดำรงเป็นวัดเงี้ยว แห่งแรก และวัดเดียวในตัวเมืองเชียงใหม่ปรากฏแน่ชัดเป็นวัดเงี้ยวนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเหตุที่มาตั้งเป็นวัดแล้วนั้น ฯ

แม่ริม – บ้านหลวงแม่ริม ?แม่แตง - บ้านปากทางแม่แตง 2.บ้านป่าแป๋ ?เมืองแหงมีหมู่บ้าน1.เวียงแหง 2.ป่าไผ่ 3.หนองขาเลา 4.ปางคาย 5.มหาธาตุแสนไห 6.สันติสุข 7.บ้านจอง 8.หว้ยไคร้ 9.บ้านหมากกายอน 10.บ้านใหม่ 11.บ้านหนองกอกคำ 12.บ้านสันแปกยาว 13.แกน้อย 14.บ้านเปียงหลวง 15.บ้านตีนธาตุหลักแต่ง ?เชียงดาว - 1.บ้านโองวัว 2.บ้านทุ่งข้าวพวง 3.บ้านห้วยเป้า 4.บ้านโป่งอาง 5.บ้านแม่ก๋อน 6.บ้านหว้ยไส้ 7.บ้านล้องป่าหาน 8.บ้านนาหญ่าหวาย 9.เมืองนะ ?ฝาง - 1.บ้านจองตก 2.บ้านจองออก 3.บ้านเวียงหวาย 4.บ้านหัวฝาย 5.บ้านลาน 6.หนองบัวคำ 7.บ้านห้วยบอน 8.ป๋ง ปอย 9.ป๋างควาย 10.ป๋างกาย บ้านยางดอยอ๋างขาง ?แม่อาย- 1.แม่อายหลวงเหลือ 75% 2.แม่สาวเมืองหนอง 3.แม่สาวหมอกเปา 4.แก่งทรายมูลท่าตอน 5.บ้านปูเจ้ 6.บ้านสันป่า-มูเซอ7.บ้านสันโก้ง 8.บ้านใหม่หมอกจ๋าม 9.บ้านหัวเมืองงาม


ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดในสมัยนั้นเริ่มแรกนั้น มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนมาก โดยได้จากสมุดข่อย ในหอธรรมวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้บันทึกการศึกษาถึงนิกายสงฆ์ต่างๆ ตลอดทั่วเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ผลการสำรวจพบว่า ทั่วนครเชียงใหม่นั้น มีวัดทั้งสิ้นเป็นจำนวนถึง ๓๗๓ หัววัด มีพระสงฆ์และสามเณรรวมกันทั้งหมด ในพรรษานั้น ๓,๕๓๑ รูป มีนิกายสงฆ์ในพุทธศาสนา แตกต่างกันถึง ๑๘ นิกาย ในกรณีของวัดป่าเป้านั้น บันทึกจากสมุดข่อยเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า "วัดเงี้ยวป่าเป้า ตั้งอยู่ริมตีนเวียง แจ่งศรีภูมิ ( ศรีภูมิ )นอกเวียงเชียงใหม่ เจ้าอธิการชื่อหว่านะ นิกายเงี้ยว ลงอุโบสถเอง รองอธิการชื่อ ทุเนมิระ จำนวนพระลูกวัด ในพรรษานี้มี ๔ รูป พรรษาก่อนมี ๔ รูป สามเณรมี ๑๖ รูป ขึ้นแก่ตุ๊เจ้าปัญญาวัดหัวข่วง ในเวียงเชียงใหม่ ตนเป็นอธิการใหญ่"

ภายหลังจาก พ.ศ. ๒๔๓๙ พระเจ้าอิทรวิชยานนท์ ถึงแก่พิราลัย หม่อมบัวไหลได้สมรสใหม่กับคหบดีพ่อค้าไม้ชาวพม่า ชื่อว่า "หม่องจิ่น" ทั้งหม่อมบัวไหลและ หม่องจิ่นได้เป็นประธานร่วมกับศรัทธาชาววัดป่าเป้าคนอื่นๆ ช่วยกันรื้อของเก่าออก ก่อสร้างวิหารขนาดใหญ่หลังใหม่ขึ้น ทำด้วยไม้สักทั้งหลัง มีสถาปัตยกรรมแบบเงี้ยว , มอญพม่าดัง ปรากฏอยู่ทุกวันนี้

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ รัฐบาลไทยได้ประกาศตั้งมนฑลเทศาภิบาลขึ้น เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของมณฑลแถบนี้เรียกว่ามลทลลาวเฉียงซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่ามณฑลพายัพ เป็นการยกเลิกฐานะประเทศราชของเชียงใหม่และแล้วในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศแต่งตั้งให้ เจ้าพยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ให้ดำรงค์ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพเป็นคนแรก มีอำนาจสิทธิเด็จขาดในการปกครองดินแดนแถบนี้อย่างเต็มที่ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ จึงเป็นการสิ้นสุดอำนาจการปกครองของเจ้าผู้ครองนครในอาณาจักรล้านนามาตราบจนทุกวันนี้

ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น ทางคณะศรัทธาเงี้ยววัดป่าเป้า ได้ร่วมกันก่อสร้างพระอุโบสถให้เป็นแบบอย่าง ที่ถาวรทดแทนของเก่าที่เสื่อมโทรมลง การขออนุญาตทำการก่อสร้างจะต้องขอโดยตรงจากรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ พ่อเฒ่าสล่าอุ๊ศติ เป็นผู้แทนของศรัทธาในนามของวัดป่าเป้า ขอพระบรมราชานุญาตจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ จนในที่สุดได้รับพระราชทานที่ดินส่วนหนึ่ง สำหรับก่อสร้างเป็นพระอุโบสถพร้อมกับพระราชทานใบวิสุงคามสีมาให้แก่วัดป่าเป้า

เมืองปาย - 1.เวียงใต้ อ.ปาย 2.เวียงเหนือบ้านโป่ง 3.บ้านแม่นาเติงนอก 4.บ้านมะขามสร้อย 5.บ้านหมองแปง 6.บ้านแม่นะ7.หัวนา 8.บ้านน้ำฮู 9.บ้านแฟมกลาง 10.บ้านแฟม

การก่อสร้าง พระอุโบสถ

การก่อสร้าง พระเจดีย์

พระอุโบสถ และพระเจดีย์ยังไม่มีดังนั้นแม่นางบัวไหลซึ่งในขณะนั้น มีตำแหน่งเป็นนางสนม ของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ได้ทูลขออนุญาต ทำการก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้นในวัดป่าเป้า จนที่สุดก็ได้รับการโปรดเกล้าอนุญาตให้ก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ ปีเถาะ ตรีศก เดือน ๘ แรม ๑๔ ค่ำ ๑๓ มีรูปทรงสันฐานตามสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่มอญ และพม่า

"มีพระราชโองการประกาศแก่ชนทั้งปวงว่า ที่เขตพระอุโบสถวัดป่าเป้า แขวงเมืองนครเชียงใหม่โดยยาวสิบวา กว้างสิบวา สล่าอุ๊ศติ ( เงี้ยว ) ได้กราบบังคมทูลขอเป็นที่วิสุงคามสีมา พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามได้ยีนดีอนุโมทนาอนุญาตแล้ว โปรดให้กรรมการปักกำหนดให้ตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศที่ ให้เป็นวิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งต่างหาก จากพระราชอนาเขต เป็นที่วิเลศสำหรับพระสงฆ์แก่จตุรทิศทั้งสี่ ทำสังฆกรรมต่างๆ มีอุโบสถกรรม เป็นต้น

พระราชทานตั้งแต่ ณ วันที่ ๒๔ กันยายน รัตนโกสินทร์ศก ๓๙/๑๒๕ พุทธศาสนากาล ๒๔๔๙ พรรษา เป็นวันที่ ๑๘-๘-๓๒ ในราชกาลปัจจุบันนี้ พระบรมราชโองการนี้ ได้ยังความปลื้มปิติแก่ศรัทธาวัดป่าเป้าเป็นที่สุด ถึงกับได้จัดงานเฉลิมฉลองในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อน (พระหว่านะ)ได้มรณภาพไปแล้วเจ้าอาวาสองค์ต่อมาชื่อว่า อูวิซะยะ เป็นพระชาวเงี้ยว จากเมืองหนิม สามเณรในวัดบางพรรษามีมากกว่า ๓๐ รูปการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อถวายทานแก่พระศาสนามีเจ้าศรัทธามิได้ขาด เช่นจองน้อยลอก๊ะ จองหวุ่นนะ สล่าอ้าย เป็นอาทิ

กาลเวลาล่วงมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๘ มีคหบดีเงี้ยวแห่งบ้านช้างเผือก ปู่จองคำยี่ ได้เป็นประธานร่วมกับเจ้าศรัทธาผู้อื่น คือ แม่จองนางซื้อ แม่เฒ่านายพาราตักก่าจาง แม่จองคำแหลง และสล่าอุ๊ศติแห่งบ้านวังสิงห์คำ ได้ทำการมอบหมายให้ หม่องโภห่าน เป็นผู้ออกแบบและก่ออิฐถือปูนสร้างวิหารพระพุทธรูป 3 องค์บรรจุขึ้นอีกหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ระหว่างวิหารเดิม กับองค์พระเจดีย์ ศิลปะการก่อสร้าง และตกแต่งภายในเป็นแบบไทยใหญ่พม่าผสม(ปัจจุบันทางวัดได้ปรับปรุงและพัฒนาเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์)

บัดนี้การบูรณะซ่อมแซมก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้นเพราะขาดทุนทรัพย์การดำเนินงาน ฉะนั้นขอเชิญชวนท่านผู้มีจิตศรัทธา ผู้มีใจบุญกุศลร่วมบริจาคทุนทรัพย์ตามกำลังศรัทธาของท่าน โดยพร้อมเพรียงกัน

วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ พระอูซูหยั่นต๊ะ ได้ถึงแก่มรณะภาพ เมื่ออายุได้ ๗๗ ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้านี้ได้ ๔๔ พรรษา


วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้แต่งตั้งพระอธิการอินตาอินฺทวีโร เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าจนถึงปัจจุบัน

รวมอายุของวัดป่าเป้า ที่สร้างทีหลังนี้ได้ประมาณ ๑๒๕ ปี ตราบจนทุกวันนี้แต่ที่สร้างคราวก่อนนั้นไม่มีประวัติปรากฏชัด สันนิษฐานว่าคงอายุมากกว่า ๒๐๐ปี คือราวประมาณ ๔๐๐กว่าปีเป็นแน่ ดูตามหลักฐานที่ต่างๆ ภายในบริเวณวัดป่าเป้า


โครงการพระอธิการอินตา อินฺทวีโร พระอธิการอินตา อินฺทวีโร ได้มีโครงการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถ วิหาร พระธาตุ เจดีย์ และในช่วงนี้ได้มีผู้สร้างศาลาเสริมคอนกรีต ๒ ชั้น ๒ หลัง ต่อมาพระอธิการอินตา อินฺทวีโร ได้สร้างวิหาร พระมหาสังคจาย ๑ หลัง วิหารพระพุทธรูปบัวเข็ม ๑ หลัง หอระฆัง ๑ หลัง กุฏิรองรับอาคันตุกะ ๑ หลัง ศาลาปฏิบัติธรรมของอุบาสกและอุบาสิกา ๑ หลัง ซ่อมแซมพระอุโบสถประดับด้วยไม้แกะสลักลาย และหลังคาซ้อนๆกัน รวมทั้งพระเจดีย์มีลวดลายจิตรกรรมอันล้ำค่า และทั้งนี้ยังได้สร้างซุ้มประตูศิลปะ สัตถาปัตยะกรรม หลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ แบบ(เงี้ยว - ไทยใหญ่) ดังที่ได้เห็นประจักษ์ตาอยู่ปัจจุบันนี้ และในการนี้ พระอธิการอินตา อินฺทวีโร ยังได้ขอทำโฉนดที่ดินออกให้ใหม่อีกด้วย

. ดูภาพศาสนสถานเฟิ่ม...

เว็บไซท์นี่เป็นทรัพย์สมบัติของ วัดป่าเป้า

Copyright © 2015 Wat Pa Pao. All Rights Reserved.

Contact us :webmaster@watpapao.org

Phone: (053-418-046)