ประวัติชุมชนวัดป่าเป้า-ตอน 2

ตอน 2 : สมบัติสาธารณะของชุมชน

(1)วัดป่าเป้า

วัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางศรัทธาของชุมชนไทใหญ่ทั้งที่อยู่ในเวียงและนอกเวียง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เลขที่ 58 ถนน มณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2413-2440)นำโดยหม่อมบัวไหลลูกสาวของแม่เฒ่าต้าวและพ่อหมอต้าวชึ่งเป็นชาวไทใหญ่ที่ถูกนำจากบ้านลางเครือได้มาเป็น “หม่อม”ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์โดยได้มีการก่อพระเจดีย์ขึ้นในวัดป่าเป้า เมื่อ พ.ศ.2434 ปีเถาะ ตรีศก เดือน 8 แรม 14 คํ่าพระเจดีย์มีรูปทรงตามแบบสถาปัตยกรรมไทใหญ่-พม่า

หลังจากพระเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัยหม่อมบัวไหลก็ได้สมรสใหม่กับหม่องจิ่นคหบดีพ่อค้าไม้ชาวพม่า หม่อมบัวไหลและหม่องจิ่นก็ได้เป็นประธานร่วมกับศรัทธาชาวไทใหญ่คน อื่นๆ เช่น จองมู จองใส จองสุณะจองหว่าหลิ่งต๊ะจองคำพราย จองนางพง ช่วยกันบูรณะวัดป่าเป้าโดยการรื้อของเก่าออก...ก่อสร้างวิการขนาดใหญ่หลังใหม่ขึ้นซึ่งทำด้วยไม้สักทั้งหลังเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ประวัติป่าเป้าเอกสารอัดสำเนาจากหลักฐานสมุดข่อยที่ค้นพบในหอธรรมวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงผลการสำรวจวัดต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2440 ปรากฏว่าวัดป่าเป้าโดยการชื่อหว่านะ นิกายเงี้ยวรองอธิการชื่อ ทุเนมิระจำนวนพระลูกวัดในพรรษานี้มีรูป พรรษาก่อนมี 4 รูป สามเณรมี 16 รูป ขึ้นแก่ตุ๊เจ้าปัญญาวัดหัวข่วง (รายงานข้อความราชการมณฑลพายัพสู่ส่วนกลางกรุงเทพ ทองเจือ อ่างแก้ว. ปฎิทินโหราศาสตร์ 100 ปี:สระบุรีปากเพรียวการช่าง อ้างในประวัติวัดป่าเป้า.เอกสารอัดสำเนา

ประมาณปี พ.ศ.2446 ชุมชนชาวไทใหญ่ซึ่งเป็นคณะศรัทธาวัดป่าเป้าภายใต้การนำของพ่อเฒ่าสล่าอุ๊ศติจากบ้านวังสิงห์คำได้ขอพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯขอพระราชทานที่ดินส่วนหนึ่งสำหรับก่อสร้างพระอุโบสถเพื่อทดแทนของเก่าที่เสื่อมโทรมพร้อมกับขอพระราชทานใบวิสุงคามสีมาให้แก่วัดป่าเป้าซึ่งต่อมาในวันที่ 24 กันยายน ร.ศ.125 พ.ศ.2449 ก็ได้พระราชทานให้ตามที่ขอโดยมีพระบรมราชโองการประกาศว่ามีพระราชโองการประกาศแก่ชนทั้งปวงว่าที่เขตพระอุโบสถวัดป่าเป้าแขวงเมืองนครเชียงใหม่โดยยาวสิบวากว้างสิบวา

สล่าอุ๊ศติ เงี้ยวได้กราบบังคมปักกำหนดตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศที่ให้เป็นวิสุงคามสีมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามได้ยินดีอนุโมทนาอนุญาตแล้วโปรดให้กรรมการปักกำหนดให้ตามประสงค์ทรงพระราชอุทิศที่ให้เป็นวิสุงคามสีมายกเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขตเป็นที่วิเลศสำหรับพระสงฆ์แก่จตุรทิศทั้งสี่ทำสังฆกรรมมีอุโบสถกรรมเป็นต้นประวัติวัดป่าเป้าเอกสารอัดสำเนาพระบรมราชโองกาดังกล่าว สร้างความปลาบปลื้มให้แก่คณะศรัทธาวัดป่าเป้ามากพร้อมกับได้จัดงานทำบุญฉลองพระอุโบสถในปีพ.ศ.ดังมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานในเอกสารประวัติวัดป่าเป้ายังได้ระบุว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว...ท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อนพระหว่านะได้มรณภาพไปแล้ว พระอูวิชะนะ พระชาวเงี้ยวจากเมืองหนิมเมืองในรัฐฉานได้เป็นเจ้าอาวาส...องค์ต่อมาในสมัยที่พระอูวิชะยะเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเป้านั้นยุควัดรุ่งเรืองบางพรรษามีสามเณรมากกว่า 30 รูป ขณะเดียวกันก็มีคณะศรัทธาชาวไทใหญ่หลายท่าน เช่น จองน้อยลอก๊ะ จองหวุ่นนะ สล่าอ้ายได้ร่วมกันเป็นศรัทธาบูรณะก่อสร้างถาวรวัตถุในวัดเพิ่มเติม

ต่อมาใน พ.ศ.2468 มีคหบดีชาวไทใหญ่แห่งบ้านช้างเผือก ชื่อปู่จองคำยี่ (ปู่จองหรือนาง จอง เป็นภาษาไทใหญ่ ใช้เรียกชื่อชายและหญิงที่เป็นศรัทธาในการสร้างวัด) ได้เป็นประธานร่วมกับแม่จองนางซื่อแม่เฒ่า นายพาราตักก่าจาง (พาราตักก่า เป็นภาษาไทใหญ่เป็นสรรพนามเรียกชื่อชาย หรือหญิงที่สร้างพระพุทธรูปถวายวัด) แม่จองคำโหลง และสล่าอุ๊ศติ แห่งบ้านวังสิงห์คำ ได้มอบหมายให้หม่องโภห่าน(โภห่านเป็นภาษาพม่า) เป็นผู้ออกแบบสร้างวิหารก่ออัฐิปูนขึ้นอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างวิหารหลังเดิมกับองค์พระเจดีย์การก่อสร้างและตกแต่งภายในเป็นศิลปะแบบพม่าผสม ปลายปี พ.ศ.2477 พระอูวิชะยะ ถึงแก่มรณภาพ คณะศรัทธาวัดป่าเป้าได้ร่วมกันจัดงาน ”ปอยล้อ” พระอูวิชะยะขึ้นที่สุสานช้างคลานในวันที่24เมษายน พ.ศ.2478จากนั้นพระอูกุณะพระเงี้ยวจากวัดเงี้ยวแม่แตง สังกัดนิกายพม่า ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา ปี พ.ศ. 2479พระอูกุณะรมณภาพ พระอูหวุ่นณะ พระเงี้ยวบวชสังกัดนิกายพม่าเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา โดยมีพระอูชะหยั่นต๊ะ เป็นคนไทยเชื้อสายพม่า บวชสังกัดนิกายพม่า จากวัดหนองคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นรองเจ้าอาวาส (วัดหนองคำเป็นศูนย์กลางของตองสู่หรือ ปะโอในเชียงใหม่)

<tr>

ในปี พ .ศ.2482 พระอูหวุ่นณะได้ลาสิกขาบท (ปัจจุบันคือนายอ่อง กาปานหรือลุงหนานอ่องบ้านอยู่หน้าวัดป่าเป้า) ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าว่างลง พระอูชะหยั่นต๊ะ จึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าสืบแทนต่อมา ในสมัยพระอูชะหยั่นต๊ะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในวัดป่าเป้าหลายอย่าง เช่นที่ธรณีสงฆ์ของวัดด้านหน้าหน้าที่ติดถนนมณีนพรัตน์ได้กลายเป็นตึกแถวให้คนจีนเช่าอยู่อาศัย ส่วนที่ดินของวัดด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกำแพงวัดก็เป็นที่ดินสำหรับผู้มาเช่าอยู่อาศัยเช่นเดียวกัน พระอูชะหยั่นต๊ะ ได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 13 กรกฏคม พ.ศ.2526 รวมอายุได้ 77 ปี รวมระยะเวลาที่ดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้า 44 พรรษาช่วงหลังจากนั้นได้เกิดปัญหาของภายในวัดป่าเป้า ต้องให้เจ้าอาวาสวัดทรายมูลพม่ารักษาการเจ้าอาวาส จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 เจ้าคณะอำเภอเมืองในขณะนั้นจึงได้แต่งตั้งพระอธิการอินตา อินฺทวิโร จากอำเภอเวียงแหง ให้เป็นเจ้าอาวาส วัดป่าเป้าสืบแทนต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระอธิการอินตา อินฺทวิโร โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาซ่อมแซมบูรณะเป็นการใหญ่ สร้างกุฏิ เจ้าอาวาสใหม่ สร้างพระวิหาร ต่อออกไปทาบข้าง แบบสถาปัตยกรรมของชาวไทใหญ่ โดยเฉพาะ ได้มีการชักชวน การทำบุญ ตักบาตร ขึ้นวัดจนมีผู้มาทำบุญกันแน่นมากขึ้น เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา ปีใหม่ สงกรานต์ จะมีคนมาทำบุญกันจนแน่นไปหมด ยุดนี้เป็นยุคที่เจริญสุด ในพรรษามีพระภิกษุ-สามเณร ประมาณ 40 - 50 ของทุกๆปี. แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องวัดป่าเป้าก็เป็นสมบัติชุมชนของคนไทใหญ่ ในเชียงใหม่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ

ตอน 2.วัฒนธรรมชาวพุทธของไทใหญ่

ชาวไทใหญ่ในเชียงใหม่เช่นในชุมชนวัดป่าเป้าและบ้านช้างเผือกนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท...ในอดีตชาวไทใหญ่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเคร่งครัดในการนับถือพุทธศาสนามาก...กล่าวคือจะไม่ดื่มเหล้าและไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด (รวมทั้งยุงด้วย) คนที่ฆ่าสัตว์ขายเนื้อสัตว์ชาวไทใหญ่ก็จะไม่คบค้าสมาคมด้วยนอกจากนั้นชาวไทใหญ่ยังไม่นิยมทานไข่ดิบแม้แต่ไข่ถ้าไม่แตกออกจากฟองชาวไทใหญ่ก็จะไม่รับประทานเพราะถือว่ายังมีชีวิตอยู่ถ้าจะทานก็จะซื้อเฉพาะไข่ที่แตกแล้วหรือว่าต้มแล้วเท่านั้

ที่สำคัญที่สุดชาวไทใหญ่มีความเชื่อในเรื่องการทำบุญเพื่อโลกนี้และโลกหน้ามากโดยเชื่อว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่หากได้ทำบุญมากเมื่อตายไปแล้วจะได้อยู่บนสวรรค์ซึ่งความเชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากคำพังเพยที่กล่าวว่า"อย่ากินอย่างม่านอย่าทานอย่างเงี้ยว"

นอกจากนั้นชาวไทใหญ่ยังไม่นับถือผีปู่ย่าและไม่นับถือศาลพระภูมิที่บ้านชาวไทใหญ่โดยทั่วไปจะมีแต่หิ้งพระเท่านั้นส่วนใหญ่พระที่ชาวไทใหญ่บูชาจะเป็นพระบัวเข็มและเจ้าพาราหินอ่อน(คำบอกเล่าของคุณ นิคมไตรพิทักษ์ อายุ 50 ปี 2544)

ความเคร่งครัดในพุทธศาสนาทำให้ชาวไทใหญ่ให้ความสำคัญกับงานบุญตามประเพณีทางพุทธศาสนามากในรอบปีชุมชนไทใหญ่จะจัดให้มีงานบุญประเพณีสำคัญๆหลายครั้ง...ประเพณีสำคัญๆที่ชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก-วัดป่าเป้าในอดีตได้ยึดปฏิบัติได้แก่---

ประเพณีเดือนสามเหนือตรงกับธันวาคม)มีการถวายทานต้นเกี๊ยะโดยในช่วงระหว่างปีชาวไทใหญ่จะสะสมไม้เกี๊ยะ(ไม้ฟืน)ไว้พอถึงเดือนยี่เหนือ(ตรงกับพฤศจิกายน)ก็จะนำไม้เกี๊ยะมากกองรวมกันในวัดจัดเรียงเป็นรูปเจดีย์เรียกว่ากองโหล(โหลหมายถึงฟืน)พร้อมกับประดับประดาอย่างสวยงามตกช่วงเย็นก็จะมีการจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชานอกจากนั้นในวันนี้ยังมีการถวายข้าวประเจ้าหลวงที่เรียกว่าข้าวซอมต่อหลวงและถวายผ้าไตรแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่อาศัยอยู่ภายในวัดด้วย

ประเพณีเดือนสามเหนือตรงกับธันวาคม)มีการถวายทานต้นเกี๊ยะโดยในช่วงระหว่างปีชาวไทใหญ่จะสะสมไม้เกี๊ยะ(ไม้ฟืน)ไว้พอถึงเดือนยี่เหนือ(ตรงกับพฤศจิกายน)ก็จะนำไม้เกี๊ยะมากกองรวมกันในวัดจัดเรียงเป็นรูปเจดีย์เรียกว่ากองโหล(โหลหมายถึงฟืน)พร้อมกับประดับประดาอย่างสวยงามตกช่วงเย็นก็จะมีการจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชานอกจากนั้นในวันนี้ยังมีการถวายข้าวประเจ้าหลวงที่เรียกว่าข้าวซอมต่อหลวงและถวายผ้าไตรแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่อาศัยอยู่ภายในวัดด้วย

ประเพณีเดือน 5 เหนือ (ตรงกับกุมภาพันธ์) มีประเพณีไหว้พระธาตุ ประเพณีมาฆบูชาประเพณีปอยหลวง

ประเพณี เดือน 6 เหนือ (ตรงกับมีนาคม) มีประเพณีตั้งธรรมหลวง ประเพณีปอยส่างลองที่ยิ่งใหญ่ของไทใหญ่

ประเพณี เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเมษายน) มีประเพณีสำคัญคือประเพณีสงกรานต์

ประเพณี เดือน 8 เหนือ (ตรงกับพฤษภาคม) มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและไหว้พระธาตุ

ประเพณีเดือน 9 เหนือ (ตรงกับมิถุนายน) มีประเพณีเลี้ยงเจ้าเมืองและประเพณีแฮนา

ประเพณี เดือน 10 เหนือ (ตรงกับกรกฎาคม) มีประเพณีเข้าพรรษา มีงานบุญถวายผ้าอาบนํ้าฝน พร้อมเครื่องไทยทานแก่ประภิกษุสงฆ์ ในช่วงเข้าพรรษานี้จะมีบรรดา ผู้เฒ่าผู้แก่นุ่งขาวห่มขาวไปถืออุโบสถศีลที่วัดจำนวนมาก ในวันถัดวันพระหรือวันออกศีล จะมีงานปอยจ่าก๊ะ (จาคะ)โดยแต่ละครอบครัวจะหมุนเวียนกันรับเป็นเจ้าภาพทำบุญถวายภัตตาหารพระและเลี้ยงอาหารคนเฒ่าคนแก่ที่รับศีล(เรียกว่าปู่ศีลหรือนายศีล) การทำจ่าก๊ะ(จาคะข้าว) เมื่อถึงวันออกศีล บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะนำมวนบุรี่ 1 มวน ซึ่งมีความหมายแทนบัตรเชิญใบแจกให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายที่ต้องการเชิญให้มาร่วมพิธีส่วนผู้เฒ่าที่เป็นปู่ศีล นายศีลที่ได้รับเชิญให้มารับจ่าก๊ะ จะได้รับเมี่ยงและกรวยดอกไม้จากเจ้าภาพเป็นเครื่องหมายแทนคำเชิญ

ประเพณีเดือน 11 เหนือ (ตรงกับสิงหาคม) มีประเพณีฟังธรรม

ประเพณีเดือน 12 เหนือ (ตรงกับกันยายน) มีประเพณีจาคะข้าว หรือทานคนเฒ่าจำศีล ประเพณีเทศน์ธรรมอุทิศหาคนตาย

ประเพณีเดือนเกียง (ตรงกับตุลาคม) ออกพรรษา จะมีงานจองพารา ชึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทใหญ่ ซึ่งนอกจากมีการทำบุญร่วมกันที่วัดแล้ว ยังมีการสร้างจองพาราเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดประมารดาณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งนี้ชาวไทใหญ่แต่ละบ้านอาจทำจองพาราขนาดเล็กไว้ที่บ้านของตนด้วย ในงานจองพารา ยังจะมีการแสดงละเล่นต่างๆ เช่น การฟ้อนดาบ การฟ้อนโต การฟ้อนกิ่งกะหล่า

ประเพณีเดือนยี่ เหนือ(ตรงกับพฤศจิกายน) มีประเพณีตั้งธรรมหลวง ทอดกฐินประเพณีใส่บาตร เข้าพระเจ้าหลวง ประเพณีลอยกระทง ช่วงนี้ถือเป็นช่วงวันปีใหม่ของไทใหญ่ ปัจจุบันวัดป่าเป้าจึงมีงานปีใหม่ให้คนไทใหญ่ได้ช่วยกันรักษาประเพณีดั้งเดิมเป็นประจำ

ในพิธีงานบุญต่างๆ เหล่านี้ของชาวไทใหญ่ จะมีการจัดทำอาหารเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน และที่ถือเป็นอาหารหลักประจำของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ที่ขาดไม่ได้เลยในงานบุญของไทใหญ่ก็คือแกงฮังเลหนังปอง(หนังพอง) นํ้าพริกอ่อง (คำบอกเล่าของคุณ ยายสอิ้ง นุสุริยา คุณยายศีลนวล นันตารัตน์และลุ่งอิ่นคำ นุสุริยา 2544) ส่วนขนมจีนนํ้าเงี้ยวจะนิยมเลี้ยงในงานจ่าก๊ะ (จาคะ) เพราะเป็นอาหารอ่อน เหมาะสำหรับคนเฒ่าคนแก่ (ดู แม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์สารคดี 2536)

3.วัฒนาธรรมภาษาและการแต่งกาย

จากคำบอกเล่าของคุณนิคม ไตรพิทักษ์ ชาวไทใหญ่ในรุ่นแรกๆที่เข้ามา ทุกคนจะมี คำสร้อยเรียกว่าเงี้ยวหมด ชาวไทใหญ่ในรุ่นปู่ย่าตายายจะมีความเชี่ยวชาญแตกฉานทั้งภาษาพม่าและไทใหญ่มาก ทั้งนี้เพราะชาวไทใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบพม่า ฉะนั้นภาษาเขียนที่ใช้จึงเป็นภาษาบาลีของพม่าควบคู่กับการใช้ตัว อักษรภาษาไทใหญ่ ส่วนภาษาพูดในหมู่ชาวไทใหญ่รุ่นแรกๆที่อพยพมาจะสามารถพูดภาษาไทใหญ่ได้

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการผสมผสานทางวัฒนาธรรมระหว่างคนเมือง กับไทใหญ่มากขึ้นทั้งที่ผ่านการศึกษาในระบบสมัยใหม่ และมีการแต่งงานกันระหว่างคนเมืองกับไทใหญ่ทำให้ปัจจุบันลูกหลานคนไทใหญ่ที่อยู่ในรุ่นที่ 3 ถูกกลืนวัฒนธรรมกลายเป็นคนเมืองมากขึ้น และขาดจิตสำนึกในความเป็นไทใหญ่กันแล้ว เฉพาะที่บ้านช้างเผือกเอง เหลือเพียงคุณนิคม ไตรพิทักษ์ เท่านั้นที่พูดและเขียนภาษาไทใหญ่ได้(สัมภาษณ์คุณ นิคม ไตรพิทักษ์ อายุ 50 ปี)

อย่างไรก็ดีวัฒนธรรมทางภาษาของไทใหญ่มีเอกลักษณ์และพลังทำให้คนในชุมชนไทใหญ่ทั้งที่อยู่เดิมและมาอยู่ภายหลังสามรถเข้าใจและสื่อในความเป็นคนที่มีวัฒนธรรมอันเดียวกันเป็นอย่างดียิ่ง ส่วนด้านการแต่งกาย ในอดีตคนเงี้ยวหรือไทใหญ่ทั้งหญิงและชายจะไว้ผมยาวและไว้มวยบนศีรษะสวมเสื้อปิ๊ด ผู้ชายจะนุ่งกางเกงสะดอ ที่มีลักษณะคล้ายกางเกงแพร ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ชาวไทใหญ่ทั้งชายและหญิงจะนิยมสวมรองเท้าก็อปแก๊ป ที่ทำจากแผ่นไม้ฉำฉา เวลาเดินจะมีเสียงดังก็อปๆแก็ป ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อรองเท้า

4.อนุสาวรีย์ช้างเผือก

คนไทใหญ่ในชุมชนบ้านช้างเผือกและป่าเป้าในอดีตจะให้ความเคารพนับถืออนุสาวรีย์ช้างเผือกด้วยโดยเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสาวรีย์ทั้งนี้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่ามีครั้งหนึ่งเกิดโรคห่าระบาดทั่วเมืองเชียงใหม่แต่ที่บ้านช้างเผือกไม่มีใครเป็นอะไรเพราะมีการเซ่นไหว้อนุสาวรีย์ช้างเผือกเป็นประจำความศักดิ์สิทธิ์ของช้างเผือกทั้งสองเชือกอนุสาวรีย์ช้างเผือกช่วยคุ้มครองปกปักรักษาชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก-วัดป่าเป้าไม่ให้เจ็บป่วยล้มตายดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญเช่นวันสงกรานต์ชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก-วัดป่าเป้าจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาและรดนํ้าดำหัวอนุสาวรีย์แต่ปัจจุบันต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะรวมตัวกันไปเหมือนครั้งอดีต และปัจจุบันเยาวชนรุ่นหลังไม่มีใครเห็นความสำคัญตรงนี้แล้ว (คำบอกเล่าของลุงอิ่นคำนุสุริยาอายุ68ปี 2544)อย่างไรก็ตามถือได้ว่าอนุสาวรีย์ช้างเผือกเป็นสมบัติชุมชนอีกชิ้นหนึ่งของชุมชน

ตอน 3: การสร้างประวัติศาสตร์

1.การฟื้นฟูวัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนาธรรมของชุมชนไทใหญ่

แม้ว่าปัจจุบันสภาพชุมชนวัดป่าเป้าและบ้านและบ้านช้างเผือกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากคือแทบไม่มีคนไทใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีกต่อไป แต่วัดป่าเป้าก็ยังสามารถดำรงฐานะเป็นศูนย์กลางของคนไทใหญ่สืบต่อมาทั้งนี้เพราะ

(1)ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตลอดจนพระภิกษุสามเณรที่อาศัยภายในวัดป่าเป้าเป็นชาวไทใหญ่มาจากอำเภอรอบนอก อำเภอเวียงแหง อำเภอฝางเป็นต้น
(2)ในระยะหลังมีคนไทใหญ่จากที่รอบนอกเชียงใหม่อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้ๆวัด ใช้สถานที่ในวัดป่าเป้าเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่คนไทใหญ่ด้วยกัน
(3)วัดป่าเป้าเป็นสถานที่เดียวที่คนไทใหญ่ทั้งในและรอบนอกรู้จักว่าเป็นวัดของคนไทใหญ่ที่อยู่ในเมืองไปมาสะดวก มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมยิ่งใหญ่เป็นประจำดังนั้นเมื่อมีงานจึงหลั่งไหลกันมาจำนวนมากบางคนมาไกลเช่นจากแม่ฮ่องสอนก็มี เพราะคิดว่าที่วัดป่าเป้ามีงาน วัฒนธรรมไทใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่บ้านเมืองของตน ในเมืองไตปัจจุบันบทบาทของพระอธิการอินตา อินฺทวีโรที่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้มีการพัฒนาวัดวาอารามเป็นที่เจริญขึ้น เช่นได้มีการสร้างอาคารศาลา ซ่อมแซมพระอุโบสถเก่าที่สร้างในสมัยราชการที่ 5 สร้างจองพระบัวเข็ม สร้างซุ้มประตูใหญ่ สร้างแท้งค์น้ำ ซ่อมแซมพระวิหารใหญ่ และทำรางน้ำแสตนเล็ส สร้างกุฏิเจ้าอาวาส สร้างวิหารเพิ่มเติมขึ้นใหม่ สร้างห้องน้ำ 46 ห้องภายในบริเวณวัด อีกทั้งยังจัดตั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ขึ้นสังกัดในความดูแลของมูลนิธิฯ และได้จัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาศิลปวัฒนธรรมภายในวัดป่าเป้า ทั้งยังได้มีการพื้นฟูศิลปวัฒนธรรม เช่นประเพณีเข้าพรรษา ออกพรรษา ปอยจองพารา (เข่งข่างปู้ด) ปอยปีใหม่ไทเดิมมีการแต่งกายแบบชาวไต กินน้ำเน้ง(น้ำชา) กินข้าวปู๊ก (กินข้าวตำงา) กินข้าวเส้น (ขนมจีน) กินข้าวหลามเป็นต้น และประเพณีปอยส่างลอง(บวชลูกแก้ว) ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น.

ในขณะเดียวกันนั้นบทบาทของพระอธิการอินตาอินฺทวิโรเจ้าอาวาสป่าเป้าและคณะกรรมการวัดใปัจจุบันที่ได้พยายามรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวไทใหญ่ขึ้นมาใหม่เช่นประเพณี ออกพรรษาปอยเทียนปอยส่างลองโดยมีวัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางก็ช่วยให้วัดป่าเป้ามีสถานะเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทใหญ่ในปัจจุบัน

(1)งานบุญออกพรรษาในเดือนเกี๋ยงเหนือ(ตรงกับตุลาคม) ทางวัดป่าเป้าได้จัดให้มีพิธีจองพาราและ ให้มีการแสดงการละเล่นตามแบบวัฒนธรรมไทใหญ่ เช่น การรำโต การฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ เช่น กิ่งกาหร่า(หรือนกกินรี) ซึ่งผู้แสดงทั้งหมดจะเป็นเยาวชนชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณวัดป่าเป้าและรอบตัวเมืองเชียงใหม่ โดยฉะเพราะการรำ นกกินนารี โต ฟ้อนเจิงดาบนั้นเป็นแบบอย่างดั้งเดิม เป็นตัวอย่างการฟ้อนของชาวไทใหญ่จริงๆ ในประเทศไทยสยามก็ว่าได้ ฯ การเล่นนก โต นั้เขาจะไม่เอาไปเล่นในงาน เช่น:- งานศพ - งานแต่งงาน และ งานฟ้อนผีมด และไปเที่ยวขอกิน เหล่านี้ห้ามเล่นเด็ดขาด ฯ
(2) ประเพณีปอยส่างลอง ทางวัดป่าเป้าได้ริเริ่มให้มีการจัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 โดยการให้ความสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เทศบาลนครเชียงใหม่ อำเภอเมือง และพุทธศาสนิกชนอื่นอีกได้จัดงานประเพณีปอยส่างลองขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกๆปี ทั้งที่แต่เดิมนั้นในชุมชนวัดป่าเป้าได้เคยจัดงานมาก่อน เมื่อ พ.ศ.2482 เป็นต้น ภายในงานปอยส่างลองจะมีคนไทใหญ่จากที่ต่างๆ อาทิจังหวัดกาญจนบุรี และจากอำเภอรอบนอกของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ฝาง เวียงแหง แม่อาย ไชยปราการ ดอยสะเก็ด แม่แตง แม่ริม ปาย แม่ฮ่องสอน เดินทางเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
(3) จัดงานประเพณีปีใหม่ของชาวไทใหญ่ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 26 - 27 พฤศจิกายนของทุกปีภายในงานจะมีการจำลองวัฒนธรรมไทใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เช่นการแต่งกายการแสดงฟ้อนต่างๆการสาธิตการทำอาหารตามแบบฉบับของชาวไทใหญ่ รวมไปถึงการขายสินค้าของใช้จุก จิกของชาวไทใหญ่ซึ่งเป็นของใช้แบบพม่า พบเห็นได้ตามแนวชายแดนทั่วไป
(4)การบูรณะพัฒนาศาสนสถานภายในวัด ให้คงเอกลักษณ์ของไทใหญ่นอกเหนือจากการปฏิบัติศาสนกิจเช่นการสวดมนต์ไหว้พระในวัดป่าเป้าที่ยังคงยึดตามแบบแผนของไทใหญ่สืบมาถึงปัจจุบัน

2...การใช้พื้นที่วัดเป็นแหล่งการศึกษานอกโรงเรียน

(1)ทางวัดป่าเป้าได้ร่วมมือกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการให้ใช้สถานที่เป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านใช้ชื่อว่า“โรงเรียนผู้ใหญ่มูลนิธิวัดป่าเป้า”โดยเปิดดำเนินการสอนทั้งภาษาไทย และภาษาไทใหญ่ให้คนในชุมชนทั้งที่เป็นสงฆ์และฆราวาส

(2)ปัจจุบันวัดป่าเป้า ร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น ภาครัฐและเอกชน เทศบาลนครเชียงใหม่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีโครงการสร้างเขตอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยใหญ่ หลายประการเช่น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ การเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทใหญ่ให้บุคคลทั่ว ไปที่สนใจ จัดตั้งหอสมุดให้ชาวไทใหญ่และบุคคลทั่วไปมาใช้บริการการจัดตั้งกองทุนการศึกษาให้ลูกหลานชาวไทใหญ่ที่ด้อยโอกาสหรือขาดโอกาส

(3) นอกจากวัดป่าเป้าแล้ว ยังมีองค์กรและบุคคลในชุมชนไทใหญ่อีกส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างประวัติศาสตร์โดยเฉพาะผ่านทางสื่อเช่นหนังสือพิมพ์ INDEPENDENCEและสื่อทางเว็บไซด์ต่างๆ เช่น www.Taicentre.org ล้วนเป็นการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนไทใหญ่โดยคนในชุมชนเองซึ่งมีอย่างต่อเนื่องและเป็นขบวนการที่น่าสนใจยิ่ง ฯ


กลับสู่หน้าแรก

กลับสู่ประวัติชุมชนวัดป่าเป้าตอนแรก


เว็บไซท์นี่เป็นทรัพย์สมบัติของ วัดป่าเป้า

Copyright © 2015 Wat Pa Pao. All Rights Reserved.

Contact us :webmaster@watpapao.org

Phone: (053-418-046)