“ประวัติจองพารา(วิหารบุษบกพระพุทธเจ้า)”

ขณะที่พระศาสดาแสดงยมกปฏิหาริย์ ที่กรุงสาวัตถีนั้น ทรงดำริว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต หลังจาริกแสดงยกมกปฏิหาริย์แล้ว จักจำพรรษา ณ ที่ใด ทรงทราบว่าจำพรรษาในภพดาวดึงส์พิภพ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปฏิหาริย์เสร็จแล้ว ได้เสด็จขึ้นไป ยังดาวดึงส์พิภพ ท้าวสักกะเทวราชทอดพระเนตรเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาต้อนรับพร้อมด้วยหมู่เทวดาทั้งหลาย

พวกมหาชนที่ติดตามมา ได้ทราบจากพระอนุรุทธะว่า พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปยังภพดาวดึงส์ และจักประทับอยู่ตลอดพรรษา มหาชนจึงพากันตั้งที่พักคอยอยู่ ณ ที่นั้น

พระศาสดาได้ตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานะไว้ก่อนว่า เธอพึงแสดงธรรมแก่บริษัทนั้น จุลอนาถบิณฑิกะ จักให้เครื่องอุปโภคบริโภค แก่ชนเหล่านั้นทุกเวลาทั้งเช้าเย็นตลอดไตรมาส

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ ท่านกลางเทวบริษัท พระพุทธมารดาเสด็จลงมาจากวิมานชั้นดุสิต

พระศาสดาทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ ธัมมสังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และปัฏฐาน ทรงเริ่มตั้งพระอภิธรรมว่า กุสลา ธมฺมา,อกุสลา ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา ดังนี้เป็นต้น

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม โปรดพระพุทธมารดา โดยนัยนี้เรื่อยไปตลอดพรรษา ในเวลาบิณฑบาต พระพุทธองค์ทรงเนรมิต พระพุทธนิรมิต ทรงอธิษฐานว่าพระพุทธนิรมิต จงแสดงธรรมชื่อนี้ๆจนกว่าเราจะกลับมา แล้วเสด็จไปป่าหิมพานต์ทรงเคี้ยวไม้สีฟันชื่อนาคลดา บ้วนพระโอษฐ์ที่สระอโนดาต นำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีป ประทับนั่งกระทำภัตกิจในโรงกว้างใหญ่ ท่านพระสารีบุตรกระทำวัตรปฏิบัติแก่พระศาสดาในที่นั้น

ครั้นเสร็จภัตกิจ ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า "วันนี้เราภาษิตธรรมคัมภีร์นี้ แก่พระพุทธมารดา เธอจงบอกธรรมนั้นแก่นิสิต ๕๐๐ ของเธอ" แล้วเสด็จกลับไปสู่เทวโลก ทรงแสดงธรรมต่อจากพระพุทธนิรมิตแสดงไว้

ส่วนท่านพระสารีบุตร กลับไปแสดงธรรมนั้นแก่ศิษย์ของท่านเช่นนี้ทุกวันตลอดไตรมาส ภิกษุนิสิต ๕๐๐ เหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสด็จอยู่ในเทวโลก ได้เป็นผู้ชำนาญในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ในพรรษานั้นกว่าภิกษุทั้งปวง

พระศาสดาทรงแสดงพระอภิธรรมโดยทำนองนั้นตลอดไตรมาส ในกาลจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่เทวดามากมาย พระพุทธมารดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

ครั้นใกล้เวลาจะออกพรรษา บริษัททั้งหลายที่คอยเฝ้ารับเสด็จอยู่ตลอดเป็นเวลา ๓ เดือน ได้ขอให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะขึ้นไปทูลถามวันเสด็จกลับลงมา กล่าวว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพระศาสดาแล้ว จักไม่ไปจากที่นี้ ท่านพระมหาคัลลานะขึ้นไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระองค์จักเสด็จลงจากภพดาวดึงส์เมื่อใด"

พระพุทธองค์ตรัสถามถึงท่านพระสารีบุตร ทรงทราบว่าอยู่ที่สังกัสสนคร จึงตรัส กับท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า "ในวันที่ ๗ จากนี้ เราจักลงที่ประตูเมืองสังกัสสะในวันมหาปวารณา ผู้ประสงค์จะพบเราก็จงไป ณ ที่นั้นเถิด"

พระพุทธองค์ เสด็จลงจากดาวดึงส์ ณ ประตูเมืองสังกัสสะซึ่งห่างจากกรุงสาวัตถี ๓๐ โยชน์ ในวันมหาปวารณา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นพุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละ สถานที่เหยียบพระบาท ณ ประตูเมืองสังกัสสะชื่อว่า อจลเจติยสถาน
 
 
วันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก ท้าวสักกเทวราชรับสั่งให้วิสสุกรรมเทพ บุตรเนรมิตบันไดแก้วมณีตรงกลางสำหรับพระศาสดาบันไดทองอยู่ด้านขวาสำหรับ เหล่าเทวดา และบันไดเงินอยู่ด้านซ้ายสำหรับเหล่ามหาพรหม เมื่อพระพุทธองค์เสด็จ ลงมา เท้ามหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกเทวราชทรงรับบาตร ท้าวสุยามเทวราช พัดด้วยวาลวีชนีอันเป็นทิพย์ ปัญจสิขเทพบุตรบรรเลงพิณ มาตลีเทพบุตรถือของหอมและดอก ไม้ทิพย์นมัสการอยู่ ห้อมล้อมด้วยหมู่เทวดาและพรหม เสด็จลงที่สังกัสสนคร

ตามคติของชาวไทใหญ่ว่า ประชาชนชาวเมืองสังกัสสะได้พร้อมใจกันสร้างจองพารา(พระวิหารบุษบก)ถวายพระพุทธองค์ เพื่อรอรับการเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ หลังจากที่พระองค์ได้จำพรรษาในภพดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา
 
 
ประชาชนรวมไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายเช่น นก โต ซึ่งเป็นสัตว์หิมพานต์เป็นต้นต่างก็พากันดีอกดีใจจึงได้น้อมนำเอาข้าวปลาอาหารต่างๆอันเป็นเสบียงของๆตนมาถวายพระพุทธองค์และพระภิกษุ-สามเณรทั้งหลาย บางคนเข้าไม่ถึงพระพุทธองค์จึงผูกถุงข้าวสารอาหารแห้งผักผลไม้ต่างๆเอาไว้บริเวณข้างล่างหรือรอบๆจองพาราเพื่อเพิ่ม พูนกุศลบุญราศีให้แก่ตนเอง

ทางวัดป่าเป้าได้ให้ความสำคัญประเพณีอันมีค่าที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานนี้ จึงได้รักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันดีงามนี้สืบไป
 

ประวัติจองพารา(วิหารบุษบกพระพุทธเจ้า)โดยสังเขป

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปฏิหาริย์แล้วได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนภพดาวดึงส์ตามธรรมเนียมของอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อเทศนาโปรดพระพุทธมาร ดาเป็นเวลา ๓ เดือน ครั้นถึงวันมหาปวารณา วันเพ็ญเดือน ๑๑ พระพุทธองค์ก็เสด็จกลับโดยที่ขบวนเทพยดามีท้าวสักกเทวราชเป็นประธาน ตามส่งเสด็จทางบันไดสวรรค์ลงที่ประตูเมืองสังกัสสะ และเพราะพุทธานุภาพบันดาลในการเสด็จลงจากเทวโลกคราวนั้น ตามตำนานกล่าวว่ามนุษย์และเทวดา กับบรรดาสัตว์นรกทั่วไปต่างมองเห็นกายของกันและกันปรากฏชัด วันนั้น โทษกรรมกรณ์ในนรกระงับชั่วคราวจึงเป็นวันสงบเยือกเย็นของโลกทั้ง ๓ ฉะนั้นจึงเรียกว่า "วันพระเจ้าเปิดโลก" และในการเสด็จลงจากเทวโลกในวันนั้น พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมโปรดเทวดาและมนุษย์โดยตรัสถามปัญหาในวิสัยของบุคคลต่างประเภทอยู่ตลอดเวลา นำมาซึ่งมรรคผลนิพพานแก่ประชาชนและสรรพสัตว์ทั้งหลายนับไม่ถ้วน

เช้าวันรุ่งขึ้นพุทธบริษัทจึงพร้อมใจกันใส่บาตรแด่พระสงฆ์ที่มีอยู่ทั้งหมดในที่นั้นกับพระพุทธองค์ด้วยโดยไม่ได้นัดหมายกันก่อนเลย ภัตตาหารที่ถวายในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นเสบียงข้าวสารอาหารแห้งของตน ตามมีตามได้ ปรากฏว่าการใส่บาตรวันนั้นแออัดมาก ผู้คนเข้าไม่ถึงพระถึงพระภิกษุ จึงเอาข้าวสาลีของตนห่อบ้าง ทำเป็นปั้นบ้างแล้วโยนเข้าถวายพระ นี่เองจึงเป็นเหตุหนึ่งที่นิยมทำข้าวต้มลูกโยนเป็นส่วนสำคัญของการตักบาตร เป็นประ เพณีต่อมาภายหลัง เห็นจะเพื่อรักษาจารีตที่ปรากฏขึ้นในวันนั้น พุทธบริษัทในภายหลังจึงนิยมสืบๆกันมาเป็นประเพณีว่า ถึงวัน ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ทุกๆปีควรทำบุญตักบาตรให้เหมือนครั้งเดิมเรียกกันว่า "จองพารา(วิหารบุษบก)"จนถึงทุกวันนี้

ตามคติของชาวไทยใหญ่ว่า ประชาชนชาวเมืองสังกัสสนครได้พร้อมใจกันสร้างจองพารา(พระวิหารบุษบก)ถวายพระพุทธองค์ เพื่อรอรับการเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ หลังจากที่พระองค์ได้จำพรรษาในภพดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา สรรพสัตว์ทั้งหลายมี นกกิ่งก่าหร่าและโตซึ่งเป็นสัตว์หิมพานต์เป็นต้นต่างก็ดีอกดีใจจึงได้ฟ้อนรำถวายพระพุทธองค์ประชาชนจึงได้น้อมนำเอาข้าวปลาอาหารต่างๆอันเป็นเสบียงของๆตนมาถวายพระพุทธองค์และพระภิกษุ-สามเณรทั้งหลาย บางคนเข้าไม่ถึงพระพุทธองค์จึงผูกถุงข้าวสารอาหารแห้งผักผลไม้ต่างๆเอาไว้บริเวณข้างล่างหรือรอบๆจองพาราเพื่อเพิ่มพูนกุศลบุญราศีให้แก่ตนเอง

ทางวัดป่าเป้าได้ให้ความสำคัญประเพณีอันมีค่าที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาเป็นเวลาเนิ่นนานนี้ จึงได้รักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันดีงามนี้สืบไป
 

เว็บไซท์นี่เป็นทรัพย์สมบัติของ วัดป่าเป้า

Copyright © 2015 Wat Pa Pao. All Rights Reserved.

Contact us :webmaster@watpapao.org

Phone: (053-418-046)