หน้าแรก
ประวัติวัดป่าเป้า
ชุมชนวัดป่าเป้า
วัฒนธรรมประเพณี
ข่าวประชาสัมพันธ์

ပွႆးသၢင်ႇလွင်းဝတ့်ပႃႇပဝ်ႈဝဵင်းၵျဵင်းမႆႇ

  • พระประธานแบบสืลปะไทยใหญ่ในวิหาร
  •  พระพุทธรุปในอาคารหม่อมบัวไหล
  • วัดป่าเป้าหลังเดิม
  • พระอุโบสถ์
  • พระเจติย์องค์ใหญ่ในวัด
  •  พระเจติย์องค์ใหญ่และอาคารหม่อมบัวไหล
  • อาคารพิพิธภัณฑ์
  • ทำบุญเข้าหว่า (เข้าพรรษา)ที่วัดที่วัด
  • ปอยออกหว่า (ออกพรรษา)ที่วัด
  • จองพราปอยออกหว่าที่วัด
  • ปอยส่างลองครั่งที่หนึ่ง
  • songran festival
  • นกกินนารีของชาววัดป่าเป้า
  • การฟ้อนรำนกโตในงานปอยออกหว่า
  • การฟ้อนรำกองมองเซิงไทยใหญ่วัดป่าเป้า
  • สอนเรียนอ่าภาษาไทยใหญ่ภาคค่ำที่วัด
  • สอนเรียนอ่าภาษา English ภาคค่ำที่วัด
  • สอนเรียนอ่าภาษาไทยภาคค่ำที่วัด

ปอยส่างลอง (ประเพณีบวชลูกแก้ว-ชาวไทยใหญ่)วัดป่าเป้า เมืองเชียงใหม่

“ ประเพณีปอยส่างลอง ชาวไต ”

ปอยส่างลองเป็นภาษาไตหลวง(ไทใหญ่)แปลความได้ว่างานบรรพชาสามเณรปอยส่างลอง-จางลองเป็นประเพณีของชาวไตหลวงที่นับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกับชาวไทยกลุ่มอื่นๆตามแนวทางของ พระพุทธศาสนาแต่วิธีทางประเพณีแตกต่างกันไป

เทศกาลปอยส่างลองชาวไตหลวงจะเริ่มจัดกันในฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนสี่(เดือนหกเหนือหรือเดือนมีนาคม)จนถึงเดือนเจ็ด(เดือนเก้าเหนือหรือเดือนมิถุนายน)ทุกปีเด็กชาวไตหลวงเวลามีอายุเต็ม15ปี(ปัจจุบันนี้เด็กอายุ8-12 ขวบก็เตรียมบวชแล้ว) จะนำบรรพชาเป็นสามเณร

สมัยก่อนถ้าเด็กอายุเต็มบรรพชาจะนำไปอยู่วัดกับพระครูซึ่งเป็นเจ้าอาวาสหนึ่งพรรษาก่อนบวชเพื่อเรียนธรรมคำบรรพชาและฝึกฝนรายการบรรพชาให้พร้อมทุกประการก่อนถึงเวลาบรรพชา เด็กที่จำอยู่วัดก่อนบรรพชานี้ภาษาไตหลวงเรียกว่า”กัปปิ”หรือ“กับปิยะ”แต่ในสมัยนี้ถือเอาตามระเบียบใหม่ตามกาลเวลาเตรียมการก่อนบรรพชาแค่15วันหรือ1 เดือนก็เพียงพอแล้วโดยเฉพาะเด็กที่กำลังศึกษาอยู่ในช่วงประถมหรือมัธยม แต่ทว่าในชนบทยังยึดถือประเพณีเตรียมบรรพชาข้ามพรรษา 1 เดือนเหมือนเดิมทุกอย่าง

วัตถุประสงค์การบวช ส่างลอง – จางลอง

(1)เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเข้าถึงพระพุทธศาสนา (คือการถือเป็นพุทธมามกะ)
(2) เพื่อให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและให้มีวิชาความรู้ในแขนงต่างๆ และให้เด็กมีจิตใจติดอยู่ในด้าน ศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ
(3)เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามตลอดไป
(4) อีกประการหนึ่ง มีความเชื่อถือว่า ถ้าได้บรรพชาเป็นส่างลอง(เป็นนาคสามเณร)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาข้างหนึ่ง
หรือถ้าได้อุปสมบทเป็นจางลอง(เป็นนาคพระ)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาทั้งสองข้าง
(5)ผู้ที่ได้รับเป็นเจ้าภาพบรรพชาหรืออุปสมบทนั้น จะได้รับอานิสงส์มาก เมื่อสิ้นชีพนี้ก็จะได้สมบัติในสวรรค์ และตลอด ถึงพระนิพพาน
(6)เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดข้างเคียงอีกด้วย

ความเป็นมาประเพณีปอยส่างลอง

ชาวไตหลวง (ไทใหญ่) ยึดถือเอาประเพณีปอยส่างลองมาจากในคัมภีร์พระพุทธศาสนาปางเจ้าชายสิทธัตถะ "ออกบวชซึ่งใน คัมภีร์กล่าวไว้ว่าตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชได้ทรงม้ากัณฑกะ" เหาะข้าม (เหิน) กำแพงพระราชวังด้วยความช่วยเหลือจากเทวบุตรสี่องค์...ด้วยเหตุดังกล่าว หลังจากชาวไตหลวงได้นับถือพระพุทธศาสนา (เมื่อประมาณศตวรรษที่ 14ขอคริสต์ ศักราช) แล้วนั้นจึงได้ยึดถือเอาประเพณีอันดีงามดังกล่าวมาปฏิบัติจนถึงปัจจุบันกาล

ความจริง คำว่าไทใหญ่ เป็นคำที่เรียกขึ้นภายหลังในสมัยอยุธยาโดยชาวไทยอยุธยาเป็นผู้เริ่มเรียก *เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาษาไตหลวงมักเรียกว่า *เจ้าสี่ธาตุ ซึ่งเรียกเพี้ยนมาจาก สิทธัตถะกุมารในคัมภีร์พุทธประวัติ * * ชาวไตหลวงเรียก ม้ากั่นตะกะ หรือ ม้ากั่นติกะ * * * เกจิอาจารย์ (ท่านอาจารย์ขวานวะรอ) เขียนว่า ปอยส่างลอง ยึดถือมาจากประเพณีการบวชนาค พระราชโอรส ของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งนครปาฏลีบุตร (ในประเทศอินเดีย) ประมาณ พ.ศ.300

ชาวไทใหญ่ส่วนมากมีความเชื่อว่าถ้าได้เป็นส่างลองและจางลองถือว่าได้รับอานิสงส์เป็นอันมาก
---ถ้านำบุตรของตัวเองอุปสมบทเป็นจางลอง จะได้อานิสงส์ 16 กัลป์
---ถ้าเป็นเจ้าภาพรับบุตรหลานคนอื่นอุปสมบทเป็นจางลองจะได้อานิสงส์ 8 กัลป์
---ถ้านำบุตรตนเองบรรพชาเป็นส่างลอง จะได้อานิสงส์ 8 กัลป์
---ถ้าเป็นเจ้าภาพรับบุตรของคนอื่นบรรพชาเป็นส่างลองจะได้ อานิสงส์ 4 กัลป์
---ถ้าหากว่าเอาลูกเราบรรพชาเป็นส่างลองถือว่าทดแทนน้ำนมแม่ทั้ง 1ข้าง
---ถ้าหากว่าเอาลูกเราอุปสมบทเป็นจางลองถือว่าทดแทนน้ำนมแม่ทั้ง 2 ข้าง
---อีกอย่างหนึ่งหากว่าเอาลูกเราบรรพชาเป็นส่างลองหรืออุปสมบทเป็นจางลองก็ดี
---ถือว่าได้เป็นทายาทของพระพุทธศาสนาเด็กอาจได้รับการเรียนรู้ศึกษาพระธรรมวินัยและ
---จริยธรรมต่างๆจนถึงได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นความเชื่อถือของคนไตหลวง(ไทใหญ่)

เพื่อเป็นพรอนิสงส์อันมีพระนิพานเป็นที่สุดในการทำบุญปอยส่างลองแต่พ่อแม่ญาติมิตรสหายตลอดจนผู้ร่วมปอยห้ามทุกคนดื่มสุรา ของเสพติดมึนเมา และห้ามทะเลาะวิวาทกันตลอดงาน จะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ๋

ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีส่างลอง-จางลอง

1. เคารพยกย่องส่างลอง-จางลองเสมือนหน่อเนื้อพญาเจ้าเมือง
2. ผู้ใกล้ชิดหรือบุคคลใดก็ตาม ควรนั่งห่างจากส่างลอง-จางลองอย่างน้อยหนึ่งศอก
3. เมื่อส่างลอง-จางลองไปอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำ ควรอุ้มหรือขี่คอห้ามเดินไปเอง
4. ขณะส่างลอง-จางลองอยู่บนบ่า ห้ามตะแป(ผู้รับใช้ส่างลอง) นำส่างลองเข้าไปในร้านค้าเพื่อซื้อสิ่งของต่าง ๆ
5. ส่างลอง-จางลองควรมีกิริยาสำรวม ไม่ควรหลุกหลีก ไม่ควรหยอกล้อกับเพื่อนไม่ควรเล่นของเล่นชนิดต่างๆ
6. ส่างลอง-จางลองจะต้องนั่งบนอาสนะเสมอโดยปกติอาสนะคือผ้าพรม
7. ส่างลอง-จางลองไม่ควรสวมแว่นตาดำ
8. ส่างลอง-จางลองไม่ควรรับประทานหรือเคี้ยวสิ่งใด ขณะที่อยู่บนบ่า
9. ส่างลอง-จางลองไม่ควรอ้ามืออ้าแขนแสดงกิริยาฟ้อนรำ และไม่ควรหัวเราะจนเกินงาม
10. ก่อนขึ้นบนวัดหรือเคหสถาน ตะแปส่างลองต้องนำผ้าพรมไปปูไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ
11. ผ้าพรม เชี่ยนหมาก กระโถน โคนโฑ(น้ำเต้า) ร่ม(สีทอง-สีแดง)ต้นข้าวตอกเป็นเครื่องบริขารคู่กับส่างลอง-จางลอง

วัตถุประสงค์การบวช ส่างลอง – จางลอง

(1)เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเข้าถึงพระพุทธศาสนา (คือการถือเป็นพุทธมามกะ)
(2) เพื่อให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและให้มีวิชาความรู้ในแขนงต่างๆ และให้เด็กมีจิตใจติดอยู่ในด้าน ศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ
(3)เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามตลอดไป
(4) อีกประการหนึ่ง มีความเชื่อถือว่า ถ้าได้บรรพชาเป็นส่างลอง(เป็นนาคสามเณร)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาข้างหนึ่ง
หรือถ้าได้อุปสมบทเป็นจางลอง(เป็นนาคพระ)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาทั้งสองข้าง
(5)ผู้ที่ได้รับเป็นเจ้าภาพบรรพชาหรืออุปสมบทนั้น จะได้รับอานิสงส์มาก เมื่อสิ้นชีพนี้ก็จะได้สมบัติในสวรรค์ และตลอด ถึงพระนิพพาน
(6)เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดข้างเคียงอีกด้วย

วัตถุประสงค์การบวช ส่างลอง – จางลอง

(1)เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเข้าถึงพระพุทธศาสนา (คือการถือเป็นพุทธมามกะ)
(2) เพื่อให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและให้มีวิชาความรู้ในแขนงต่างๆ และให้เด็กมีจิตใจติดอยู่ในด้าน ศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ
(3)เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามตลอดไป
(4) อีกประการหนึ่ง มีความเชื่อถือว่า ถ้าได้บรรพชาเป็นส่างลอง(เป็นนาคสามเณร)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาข้างหนึ่ง หรือถ้าได้อุปสมบทเป็นจางลอง(เป็นนาคพระ)จะได้แทนคุณน้ำนมมารดาทั้งสองข้าง
(5)ผู้ที่ได้รับเป็นเจ้าภาพบรรพชาหรืออุปสมบทนั้น จะได้รับอานิสงส์มาก เมื่อสิ้นชีพนี้ก็จะได้สมบัติในสวรรค์ และตลอด ถึงพระนิพพาน
(6)เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดข้างเคียงอีกด้วย

ความเป็นมาประเพณีปอยส่างลอง

ชาวไตหลวง (ไทใหญ่) ยึดถือเอาประเพณีปอยส่างลองมาจากในคัมภีร์พระพุทธศาสนาปางเจ้าชายสิทธัตถะ "ออกบวชซึ่งใน คัมภีร์กล่าวไว้ว่าตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชได้ทรงม้ากัณฑกะ" เหาะข้าม (เหิน) กำแพงพระราชวังด้วยความช่วยเหลือจากเทวบุตรสี่องค์...ด้วยเหตุดังกล่าว หลังจากชาวไตหลวงได้นับถือพระพุทธศาสนา (เมื่อประมาณศตวรรษที่ 14ขอคริสต์ ศักราช) แล้วนั้นจึงได้ยึดถือเอาประเพณีอันดีงามดังกล่าวมาปฏิบัติจนถึงปัจจุบันกาล

ความจริง คำว่าไทใหญ่ เป็นคำที่เรียกขึ้นภายหลังในสมัยอยุธยาโดยชาวไทยอยุธยาเป็นผู้เริ่มเรียก *เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาษาไตหลวงมักเรียกว่า *เจ้าสี่ธาตุ ซึ่งเรียกเพี้ยนมาจาก สิทธัตถะกุมารในคัมภีร์พุทธประวัติ * * ชาวไตหลวงเรียก ม้ากั่นตะกะ หรือ ม้ากั่นติกะ * * * เกจิอาจารย์ (ท่านอาจารย์ขวานวะรอ) เขียนว่า ปอยส่างลอง ยึดถือมาจากประเพณีการบวชนาค พระราชโอรส ของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งนครปาฏลีบุตร (ในประเทศอินเดีย) ประมาณ พ.ศ.300

ชาวไทใหญ่ส่วนมากมีความเชื่อว่าถ้าได้เป็นส่างลองและจางลองถือว่าได้รับอานิสงส์เป็นอันมาก

---ถ้านำบุตรของตัวเองอุปสมบทเป็นจางลอง จะได้อานิสงส์ 16 กัลป์
---ถ้าเป็นเจ้าภาพรับบุตรหลานคนอื่นอุปสมบทเป็นจางลองจะได้อานิสงส์ 8 กัลป์
---ถ้านำบุตรตนเองบรรพชาเป็นส่างลอง จะได้อานิสงส์ 8 กัลป์
---ถ้าเป็นเจ้าภาพรับบุตรของคนอื่นบรรพชาเป็นส่างลองจะได้ อานิสงส์ 4 กัลป์
---ถ้าหากว่าเอาลูกเราบรรพชาเป็นส่างลองถือว่าทดแทนน้ำนมแม่ทั้ง 1ข้าง
---ถ้าหากว่าเอาลูกเราอุปสมบทเป็นจางลองถือว่าทดแทนน้ำนมแม่ทั้ง 2 ข้าง
---อีกอย่างหนึ่งหากว่าเอาลูกเราบรรพชาเป็นส่างลองหรืออุปสมบทเป็นจางลองก็ดี
---ถือว่าได้เป็นทายาทของพระพุทธศาสนาเด็กอาจได้รับการเรียนรู้ศึกษาพระธรรมวินัยและ
---จริยธรรมต่างๆจนถึงได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นความเชื่อถือของคนไตหลวง(ไทใหญ่)

เพื่อเป็นพรอนิสงส์อันมีพระนิพานเป็นที่สุดในการทำบุญปอยส่างลองแต่พ่อแม่ญาติมิตรสหายตลอดจนผู้ร่วมปอยห้ามทุกคนดื่มสุรา ของเสพติดมึนเมา และห้ามทะเลาะวิวาทกันตลอดงาน จะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ๋

ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีส่างลอง-จางลอง

1. เคารพยกย่องส่างลอง-จางลองเสมือนหน่อเนื้อพญาเจ้าเมือง
2. ผู้ใกล้ชิดหรือบุคคลใดก็ตาม ควรนั่งห่างจากส่างลอง-จางลองอย่างน้อยหนึ่งศอก
3. เมื่อส่างลอง-จางลองไปอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำ ควรอุ้มหรือขี่คอห้ามเดินไปเอง
4. ขณะส่างลอง-จางลองอยู่บนบ่า ห้ามตะแป(ผู้รับใช้ส่างลอง) นำส่างลองเข้าไปในร้านค้าเพื่อซื้อสิ่งของต่าง ๆ
5. ส่างลอง-จางลองควรมีกิริยาสำรวม ไม่ควรหลุกหลีก ไม่ควรหยอกล้อกับเพื่อนไม่ควรเล่นของเล่นชนิดต่างๆ
6. ส่างลอง-จางลองจะต้องนั่งบนอาสนะเสมอโดยปกติอาสนะคือผ้าพรม
7. ส่างลอง-จางลองไม่ควรสวมแว่นตาดำ
8. ส่างลอง-จางลองไม่ควรรับประทานหรือเคี้ยวสิ่งใด ขณะที่อยู่บนบ่า
9. ส่างลอง-จางลองไม่ควรอ้ามืออ้าแขนแสดงกิริยาฟ้อนรำ และไม่ควรหัวเราะจนเกินงาม
10. ก่อนขึ้นบนวัดหรือเคหสถาน ตะแปส่างลองต้องนำผ้าพรมไปปูไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ
11. ผ้าพรม เชี่ยนหมาก กระโถน โคนโฑ(น้ำเต้า) ร่ม(สีทอง-สีแดง)ต้นข้าวตอกเป็นเครื่องบริขารคู่กับส่างลอง-จางลอง

ดูรายระเอียดชุดแต่งกายของส่างลองและจางลองได้ที่นี่

อาบน้ำเงินน้ำทองโกนผม
แต่งหน้า
แต่งชุดส่างลอง

พิธีการเตรียมงานปอยส่างลอง

การเตรียมงานบรรพชาและอุปสมบทแยกออกได้สามประการ
ประการที่หนึ่งถ้าพ่อแม่ของเด็กมีฐานะเพียงพอ ก็สามารถเป็นเจ้าภาพในการบรรพชาหรืออุปสมบทด้วยตนเองได้และรวบรวมญาติพี่น้องของตนจัดกันเอง

การเตรียมเครื่องครัวส่างลอง-จางลอง

ประการที่สอง ถ้าพ่อแม่ของเด็กไม่มีความสามารถทำการบรรพชาหรืออุปสมบทบุตรหลานของตนได้ด้วยตนเอง จะต้องแสวงหาผู้อื่นที่มีข้าวของเงินทองมากเพียงพอ มาเป็นศรัทธารับเป็นเจ้าภาพ(พ่อข่าม)ให้ *ศรัทธาผู้รับเป็นเจ้าภาพบรรพชาหรืออุปสมบทจัดตระเตรียมกันเป็นกลุ่มเป็นคณะไว้แล้ว ฝ่ายบิดามารดาของเด็กเองก็ต้องแสวงหาเครื่องบรรพชาหรืออุปสมบทและบริวารให้ครบถ้วนก่อน

การเตรียมหาเครื่องบรรพชาหรืออุปสมบทเครื่องนุ่งห่มส่างลอง-จางลอง

ประการที่สาม ถ้าไม่มีใครบรรพชาให้ก็จะต้องตั้งคณะกรรมการ ตั้งเจ้าภาพใหญ่มีไว้คนหนึ่ง แล้วพร้อมกันรวบรวมเฉลี่ยกันออกเท่าๆกันแล้วตกลงกันจะตระเตรียมบวชกี่รูปแล้วแต่เห็นสมควรแล้วกำหนดเวลาวันเดือนปีที่จะจัด ในขณะจัดนั้น ก็หากขาดตกบกพร่องจะต้องช่วยกันซ่อมเฉลี่ยกันให้จ่ายจนเสร็จสิ้นงานในแต่ละปีแต่ละครั้งไป 

วันแรกต้องแต่งชุดส่างลองนั้นจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำหอมน้ำอบ (น้ำส้มป่อย) น้ำไม้ จันทน์หอม น้ำเงิน, น้ำทอง, แล้วรับสมาทานศีลห้า หลังจากนั้นไปแสดงตัวที่หน้าศาลเจ้าเมือง (ผีบรรพบุรุษ)และแห่รอบบริเวณพระธาตุ 3 หรือ รอบ 7 รอบ แล้ว หลังจากนั้นก็ไปร่วมรับประทานอาหารโอชารส 12 อย่าง แล้วแต่พ่อแม่ส่างลองหรือพ่อข่ามแม่ข่ามจะป้อนให้ 7 คำแรก

เมื่อรับประทานอาหารโอชารส 12 อย่างนี้แล้ว มีคุณประโยชน์คือ-

1. เป็นอาหารทำให้ร่างกายเนื้อหนังมังสา สมองเจริญเติบโตขึ้นแล้ว
2. เป็นอาหารทำให้มีความต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และ จนถึงมีพลังงานอันเข้มแข็งแล้ว
3. เป็นอาหารที่ทำให้เมื่อกินไปแล้ว มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์มาก
4. เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินแล้วก็ป้องกันคุณผี คุณคน คุณไสย์ทั้งหลาย และ ปีศาจโจรผู้ร้าย ไม่มา ย่ำยีกล้ำกรายได้
5. เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินไปแล้วป้องกัน ไม่ให้ได้รับยาพิษ ยาเบื่อ ยาเมา และ ถูกวางยาพิษใดๆทั้งสิ้น
6. เป็นอาหาร ที่ทำให้ธาตุทั้งสี่ในร่างกายปรกติอยู่เสมอ นอนหลับฝันดีทุกเมื่อ ไม่เพ้อฝัน ไม่ฝันร้าย
7.เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินแล้วทำให้จิตใจสะอาดหมดจดสดใส บริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตเป็นสมาธิได้ง่ายเมื่อใกล้ มรณะสมัย อาจถึงสวรรค์ชั้นฟ้าได้ง่าย ฯ

รับประทานอาหารโอชารส 12 อย่าง มีพ่อแม่เป็นผู้ป้อนให้

การรับประทานอาหารโอชารส 12 อย่าง

อาหารโอชารสนั้น คืออาหารโอชารสนี้ชาวไทใหญ่ ถือว่าผู้ที่เกิดมาจะต้องมีโอกาสได้กิน 3 ครั้ง แต่ละครั้งไม่เหมือนกันเช่น –
ครั้งแรกคือน้ำนมมารดา (หรือนมแม่ ) น้ำนมแม่นี้ถ้าได้กินแล้วต้องทำให้ร่างกายเจริญแข็งแรงเติบโต และ จิตใจของเราร่าเริงแจ่มใสและปลอดโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนยาวนาน ฯอาหารโอชารสครั้งที่ 2 คืออาหารโอชารส 12 อย่างคือ -
· ผักทุกชนิด คือถือว่ามีวิตามินต่างๆมากมาย ฯ
· อาหารที่เป็นผลไม้ลูกไม้ ทุกชนิด ถือว่ามีแร่ธาตุวิตามินต่างๆ ฯ
· เนื้อ , เนื้อสัตว์ทุกชนิด ถือว่ามีโปรตีนสูงฯ
· ปลาทุกประเภทกินได้ทุกชนิด คือมีโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ และไขมันเป็นต้น
· ถั่วงาทุกชนิด ถือว่ามีไขมัน และพลังงานอยู่มาก ฯ
· นม , เนย ถือว่ามีไขมัน และพลังงานอยู่มาก ฯ
· เผือก มัน ถือว่ามีโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ฯ
· ยอด หรือดอกไม้ที่กินได้ทุกชนิด คือถือว่ามีโปรตีนและวิตามินต่างๆ ฯ
· ไข่ทุกอย่าง เช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่ปลา และไข่มด ถือว่ามีแร่ธาตุโปรตีนต่างๆ และพลังงาน
· ข้าวและข้าวแป้งทุกชนิด คือมีโปรตีน และคาร์โบไฮเดรด ฯ
· น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล มีประโยชน์และมีพลังงาน ฯ 
· หน่อไม้ ต้นอ่อนๆของไม้ทุกชนิดที่กินได้ถือว่ามีแร่ธาตุ และมีโปรตีนอยู่มาก 

ประวัติประเพณีการกินอาหารโอชารส 12 อย่าง โดยสังเขป

การกินอาหารโอชารสนั้น มี 2 อย่าง :-

1. วิธีการกินมงคลภิเษกหรือมงคลอันเจริญเปิดคืออันทำให้มงคลเกิดขึ้นแก่ตัวเอง (หรือส่างลอง)

2. วิธีการกินมงคลภิเษกปิดคือ มงคลอันเก็บหรือมงคลฉลอง (อ่องพ้อยส่างลอง)

2.1 การกินอาหารโอชารส มงคลภิเษก หรือ มงคลเจริญเปิด คืออันทำให้มงคลเกิดนั้น ก่อนอื่นที่จะกินนั้น จะต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบน้ำหอม น้ำแก่นไม้จันทร์ น้ำเงิน และน้ำทองคำ เพชรนิลจินดาต่างๆ แล้วแต่งกายให้สมยศ หรือเต็มยศ แล้วจึงสมาทานด้วยศีลห้า (เบญจศีล) เรียบร้อยแล้วให้เอาจ้องคำ(ฉัตรทอง)หรือสัปโทนทองมากางแล้วให้บิดามารดาเป็นผู้ คอยป้อนให้ 7 คำแรก หรือไม่ก็ให้ญาติที่ใกล้ชิด เป็นผู้ป้อนให้ก็ได้ ทำอย่างใด อย่างหนึ่ง จึงจะถือว่าได้กินอาหารโอชารส 12 อย่าง

2.2 การกินอาหารโอชารสมงคลภิเษกปิด มงคลอันเก็บ หรือ มงคลฉลอง (คืออ่องพ้อยส่างลอง) นั้น ก่อนอื่นจะต้องเตรียมอาหารโอชารส 12 อย่างนั้น เหมือนกันแล้ว ให้แต่งกายเต็มยศ เช่นกันแล้ว มานั่งขัดสมาธิ แล้วให้เอากระดาษสามาทำเป็นกรวยแล้ว ให้ผู้ที่จะกินอุ้มหรือถือไว้ในมือบนตัก เมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้กางจ้องคำ(ฉัตรทอง) หรือสัปโทนทองแล้วให้พระสงฆ์ หรือ ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีอายุสูงนุ่งขาวห่มขาวมาสวดมงคลคาถาจนจบแล้วให้พ่อแม่หรือญาติที่ใกล้ชิดกัน เป็นผู้ป้อน แต่ป้อนครั้งนี้ไม่ให้กินจริง ทำทีเอามาหงา(ทำท่าจะกิน) หรือ ป้ายที่ใกล้ ๆ ปากก็พอ เสร็จแล้วให้ว่าคำๆ ว่า ..............ทั้ง 7 คำ แล้วแต่ละคำๆ เอาใส่ลงใน
กรวยที่ถือไว้นั้นจนครบทั้ง 7 คำ :-

คำที่ 1 ให้ว่า............อาหารโอชารสคำที่หนึ่ง ครั้งก่อนนั้น(ส่างลอง)ได้กินมาแล้ว เป็นอาหารทำให้ร่างกายเนื้อหนังมังสา สมองเจริญเติบโตขึ้นแล้ว ส่วนอาหารคำๆนี้ไม่สมควรให้ผู้ใดหรือสัตว์อื่นใดกินอีกต่อไปได้แล้วฯ(วางลงในกรวย)

คำที่ 2 ให้ว่า..........อาหารโอชารสคำที่สอง ครั้งก่อนนั้น (ส่างลอง) ได้กินมาแล้วเป็นอาหารทำให้มีความต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และจนถึงมีพลังงาน อันเข้มแข็งแล้ว ส่วนอาหารคำ ๆ นี้ ก็ไม่สมควรให้ผู้ใด หรือ สัตว์อื่นใดกินอีกต่อไปได้แล้วฯ (วางลงในกรวย)

คำที่ 3 ให้ว่า...........อาหารโอชารสคำที่สามนั้น (ส่างลอง)ได้กินมาแล้ว เป็นอาหารที่ทำให้เมื่อกินไปแล้ว มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์มาก ฉะนั้นอาหาร คำๆนี้ก็ ไม่สมควรให้ผู้ใด หรือ สัตว์อื่นใดกินอีกต่อไปได้แล้วฯ(วางลงในกรวย)

คำที่ 4 ให้ว่า........อาหารโอชารสคำที่สี่นั้น (ส่างลอง) ได้กินมาแล้ว เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินแล้วก็ป้องกันคุณผี คุณคน คุณไสย์ทั้งหลาย และ ปีศาจโจรผู้ร้าย ไม่มาย่ำยีกล้ำกลายได้ ทุกประการ ฉะนั้น อาหารคำๆนี้ก็ ไม่สมควรให้ผู้ใด หรือ สัตว์อื่นใด กินอีกต่อไปแล้วฯ (วางลงในกรวย)

คำที่ 5 ให้ว่า...........อาหารโอชารสคำที่ห้านั้น (ส่างลอง) ได้กินมาแล้ว เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินไปแล้วป้องกัน ไม่ให้ได้รับยาพิษ ยาเบื่อ ยาเมา และถูกวางยาพิษใดๆทั้งสิ้น ฉะนั้นอาหารคำๆนี้ก็ ไม่สมควรให้ผู้ใดหรือสัตว์อื่นใดได้กินอีกต่อไปได้แล้วฯ (วางลงในกรวย)

คำที่ 6 ให้ว่า.............อาหารโอชารสคำที่หกนั้น (ส่างลอง)ได้กินมาแล้วเป็นอาหารที่ทำให้ธาตุทั้งสี่ในร่างกายปรกติอยู่เสมอ นอนหลับฝันดีทุกเมื่อไม่เพ้อฝันฉะนั้นอาหารคำๆ นี้ก็ไม่สมควรให้ผู้ใด หรือ สัตว์อื่นใดได้กินอีกต่อไปแล้ว ฯ (วางลงในกรวย)

คำที่ 7 ให้ว่า.........อาหารโอชารสคำที่เจ็ดนั้น (ส่างลอง) ได้กินมาแล้ว เป็นอาหารที่ทำให้ เมื่อกินแล้วทำให้จิตใจสะอาดหมดจดสดใส บริสุทธิ์ผุดผ่อง จิต เป็นสมาธิได้ง่ายเมื่อใกล้มรณสมัย อาจถึงเมืองสวรรค์ได้ง่าย และ อาจบรรลุถึงมรรค ผลนิพพานได้นิพพานในชาตินี้ หรือ ชาติหน้าได้ ฉะนั้น อาหารคำๆ นี้ก็ ไม่สมควร ให้ผู้ใด หรือ สัตว์อื่นใดได้กินอีกต่อไปแล้ว ฯ (วางลงในกรวย) เมื่อเสร็จแล้วเรียบร้อยแล้ว ให้นำกรวยนั้นไปฝังหรือไปไว้ที่ปลอดภัย อย่าให้สัตว์หรือมนุษย์มาทำลายได้เป็นอันขาดฯ



3. อาหารครั้งที่สามเป็นยารักษาโรคทุกชนิด ถือว่าเป็นอาหารอันเลิศรสแลฯ

วิธีแห่ส่างลอง
วิธีแห่ส่างลอง
กระบวนเเห่ส่างลอง-จางลองนั้นอย่างน้อยจัดขึ้นสามวัน

วันเเรกเป็นการเเห่เพื่อแสดงถึงความเคารพนอบน้อมต่อพระเถรานุเถระตามวัดวาอารามที่สมควร วันที่สอง เป็นการเเห่เที่ยวตามหมู่บ้านหรือกลางเมือง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาที่ตนเองมี และวันที่สามคือ เป็นการแห่ เพื่อการนำบวชในวารสุดท้าย และแห่รอบแค่รอบบริเวณพระวิหารในสถานที่บวชเท่านั้น เวลาแห่ส่างลองจะมีชายฉกรรจ์แต่งกายชุดประจำชาตินำเอาส่างลอง-จางลองขี่คอแล้ว ฟ้อนรำโห่ร้องเป็นการสนุกสนานกันตลอดระยะทาง และ จะมีการแต่งกายส่างลองให้เรียบร้อย ให้หรูหราตระการตาดูวิจิตรงดงามมาก ๆ ทุกๆครั้ง*เสร็จแล้วนำขึ้นมาบรรพชาเป็นสามเณรหรือถ้าเป็นจางลองก็ทำพิธีอุปสมบทเป็นภิกษุ ฯ

พอครบ 3 วัน หรือ 5 วัน ก็บรรพชาเป็นสามเณรหรือถ้าเป็นจางลองก็ทำพิธีอุปสมบทเป็นภิกษุ เป็นอันเสร็จพิธี

กลับสู่หน้าแรก

พิธีปอยส่างลอง

เครื่องแต่งกายส่างลองและจาง


เว็บไซท์นี่เป็นทรัพย์สมบัติของ วัดป่าเป้า

Copyright © 2015 Wat Pa Pao. All Rights Reserved.

Contact us :webmaster@watpapao.org

Phone: (053-418-046)